ต่อจากคราวที่แล้ว เคล์ดลับการกรอขิมให้ได้ดังใจ 2  ที่พูดถึงเรื่องการกรอโดยใช้ส่วนนิ้ว คราวนี้จะเป็นการกรออีกแบบหนึ่งที่นิยมใช้กันคือการการกรอโดยใช้ข้อมือ

ข้อแตกต่างระหว่างการกรอด้วยนิ้วและการกรอด้วยข้อมือ คือการเปลี่ยนจุดหมุนจากนิ้ว(โป้ง ชี้ กลาง)เป็นการเหวี่ยงของข้อมือ ให้ไม้ขิมเคลื่อนที่ไปตามแรงเหวียงของมือ

แต่จุดที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะใช้การกรอแบบไหนคือต้องรีบยกไม้ให้ทันจังหวะเปลี่ยไม้จากตีลงเป็นตีขึ้น  (ในจังหวะที่ไม้ขิมกระทบสายขิมจะมีแรงยกตามธรรมชาติอยู๋แล้ว เราเพียงยกปลายไม้ขิมให้ทันเท่านั้น)

การฝึกเทคนิคการกรอขิมให้ได้เสียงชัดเจน

ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับการกรอขิมที่ดีจะมีลักษณะคือ ช่องไฟระหว่างตัวโน๊ต และน้ำหนักมือแต่ละครั้งที่ตีสม่ำเสมอกัน แท้จริงแล้วกเทคนิคการกรอขิมเป็นเพียงแค่การตีสลับกันเร็วๆจนหูนึกว่าเสียงลากยาวเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่จะท้อเพราะฝึกเท่าไหร่ก็กรอไม่ชัดซักที เกร็งไม้เกร็งมือไปหมด ไม่ได้ดั่งใจ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ถ้าไม่เริ่มฝึกฝน

การฝึกให้เรื่มจากใจเย็นๆ ช้าๆชัดๆ พยายามแบ่งช่องไฟของแต่ละตัวโน๊ตให้สม่ำเสมอ

- - - ซ/- - - ซ/- - - ซ/- - - ซ/ จังหวะละ 1 ตัวโน๊ต (ลงมือขวาก่อน)

- ซ - ซ/- ซ - ซ/- ซ - ซ/- ซ - ซ/ จังหวะละ 2 ตัวโน๊ต (ลงมือขวาก่อน)

ซ ซ ซ ซ/ซ ซ ซ ซ/ซ ซ ซ ซ/ซ ซ ซ ซ/ จังหวะละ 4 ตัวโน๊ต (ลงมือขวาก่อน)

ซ ซ ซ ซ ซ ซ/ ซ ซ ซ ซ ซ ซ/ จังหวะละ 6 ตัวโน๊ต (ลงมือขวาก่อน)  

ซ ซ ซ ซ ซ ซ ซ ซ/ ซ ซ ซ ซ ซ ซ ซ ซ/ จังหวะละ 8 ตัวโน๊ต (ลงมือขวาก่อน)

การใช้ในเพลง

ด ร ด ล/ ซ ม/

ถ้าแบ่งเป็นห้องละ 2 จังหวะ

ด ร / ด ล /--- ซ/--- ม

ถ้ากรอจังหวะละ 6 ตัวโน๊ต

ด ร / ด /ลลลลล/ซซซซซม/ (โน๊ตตัวสีแดงลงมือขวาก่อน)

 

ขิม ลาวดวงเดือน

posted on 27 Sep 2009 20:41 by khimlover  in Musiclistenning

บันทึกขณะซ้อมครับ มีผิดบ้างเป็นธรรมดา เชิญฟังโดยพลัน

ลาวดวงเดือน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา

เพลงลาวดวงเดือน เป็นเพลงไทยเดิมเพลงหนึ่งที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวไทย ทรงพระนิพนธ์โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม (พระนามเดิม พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒนพงศ์) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เดิมเพลงนี้กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมทรงตั้งชื่อว่า เพลงลาวดำเนินเกวียน แต่เนื่องจากเนื้อร้องมีคำว่า ดวงเดือน อยู่หลายตอน ทำให้ผู้ฟังเรียกผิดเป็น ลาวดวงเดือน

ประวัติ
ประวัติของเพลงลาวดวงเดือน มีอยู่ว่า เมื่อกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมได้เสด็จไปนครเชียงใหม่ และเกิดชอบพอกับเจ้าหญิงชมชื่น พระธิดาองค์โตของเจ้าราชสัมพันธวงศ์และเจ้าหญิงคำย่น ณ ลำพูน ทรงโปรดให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพเป็นเถ้าแก่เจรจาสู่ขอ แต่ได้รับการทัดทาน ไม่มีโอกาสที่จะได้สมรสกัน ทำให้พระองค์โศกเศร้ามาก และได้ทรงพระนิพนธ์เพลงนี้ขึ้น เมื่อใดที่ทรงระลึกถึงเจ้าหญิงชมชื่น ก็จะทรงดนตรีเพลงลาวดำเนินเกวียน (ลาวดวงเดือน) เพลงนี้ หรือให้มหาดเล็กเล่นให้ฟัง มาตลอดพระชนมชีพ

การตีความบทเพลง

posted on 25 Sep 2009 08:45 by khimlover

บางคนเขียนทฤษฎซะยืดยาวแต่ก็ยังไม่เข้าใจ ลองอ่านบทสนทนาระหว่างสุดยอด อาจาย์ทางศิลปะกับผู้ชมผลงานเรื่องนี้จะเข้าใจเรื่องการตีความศิลปะมากขึ้นครับ

บุญทิ้ง "รูปที่ อาจารย์วาดน่ะ มันหมายถึงอะไรหรือครับ ผมว่ามันเป็นรูปที่เข้าใจยากมากนะครับ อาจารย์ช่วยอธิบายให้ผมซักนิดได้ไหมครับ"

อาจารย์ "ไอ้เรื่องนั้นมันเป็นเรื่องของคุณ มันไม่ใช่เรื่องอะไรของผมเลย หน้าที่ของผมคือวาดรูป ส่วนเรื่องทำความเข้าใจนั้น มันเป็นเรื่องของคนดูรูปเองนะครับ"

ต่อจากคราวที่แล้ว ที่ได้แบ่งการกรอ หรือที่หลายท่านเรียกว่าการรัวขิม แต่การกรอทุกประเภทไม่ว่าจะใช้ส่วนใหนก็มีจุดสำคัญที่เหมือนกันที่จะทำให้ไม้ตีพริ้วไหวอย่างที่ใจคิดก็คือ แต่หลายคนไม่สังเกตุคือความยืดหยุ่นของนิ้วโป้ง เพราะไม่ว่าเราจะตีขึ้นหรือตีลงจุดหมุนของไม้จะอยู่ที่นิ้วโป้งเสมอ ถ้าไม่สามารถทำให้นิ้วโป้งพริ้วไปตามแรงเหวียงของไม้ได้ การตีจะขัดๆ เช่นขณะที่ยกไม้ขึ้นแต่เราไปกดนิ้วโป้งลงมันก็เป็นหารฝืนแรงเหวี่ยงตามธรรมชาติ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกร็งเวลากรอด้วย

TIP: ความยืดหยุ่นของนิ้วโป้งที่พริ้วไหวไปตามแรงเหวียงของไม้ขณะตี เป็นหัวใจของเทคนิคต่างๆ ของขิม ทำให้เราควบคุมไม้ได้ดั่งใจ

 ประเภทของการกรอแบ่งตามลักษณะการใช้กล้ามเนื้อ

เริ่มจากกล้ามเนื้อส่วนที่ละเอียดที่สุดคือนิ้ว มาผสมกันระหว่างนิ้วและข้อ ข้อ และแขนตามลำดับ

1.การกรอด้วยนิ้ว จะเป็นการกรอที่ละเอียดที่สุดเพราะใช้กล้ามเนื้อส่วนที่ละเอียดและยืดหยุ่นมากคือนิ้ว เหมาะกับการกรอในเวลาที่เล่นเพลงเร็วๆ รู้สึกว่าคุมความเร็วของการกรอได้ดีกว่า (ความเห็นส่วนตัว)

หลักการของการกรอด้วยนิ้วให้นิ้วโป้งเป็นจุดหมุน และให้นิ้ว นิ้วชี้ และนิ้ว ขยับไปตามจังหวะตามการเหวี่ยงของไม้ขิม ถ้าจะเปรียบเทียบให้นึกภาพเด็กกำลังเล่นกระดานหก โดยให้นิ้วโป้งเป็นจุดหมุน และนิ้วชี้กับนิ้วกลางอยู่ปลายคานคนละข้าง ถ้าด้านหนึ่งยกขึ้น อีกด้านก็ต้องขยับลง

แบ่งเป็น 2 จังหวะคือจังหวะที่เหวี่ยงไม้ขึ้นและเหวี่ยงไม้ลงตามภาพ จุดที่ต้องระวังคือจังหวะเปลี่ยนจากตีลงเป็นตีขึ้น(จังหวะที่ไม้ขิมกระทบสาย) ต้องยกไม้ขิมให้ทัน

 

1.จังหวะเหวี่ยงไม้ไม้ขึ้น นิ้วชี้จะขยับเข้าหาตัว และดันนิ้วกลางออกห่างจากตัว

2.เหวี่ยงไม้ลง นิ้วชี้จะขยับออกจากตัว และดันนิ้วกลางเข้าหาตัว

 

TIP

1. เปรียบเทียบการกรอด้วยนิ้วเหมือนเด็กกำลังเล่นกระดานหก โดยให้นิ้วโป้งเป็นจุดหมุน และนิ้วชี้กับนิ้วกลางอยู่ปลายคานคนละข้าง ถ้าด้านหนึ่งยกขึ้น อีกด้านก็ต้องขยับลง

2.ระวังคือจังหวะที่ไม้ขิมกระทบสาย ต้องยกไม้ขิมให้ทัน

เดี๋ยวคราวหน้ามาต่ออีก 2 แบบที่เหลือครับ

ป.ล

 

* มีข้อสงสัยอะไรถามได้ที่เว็ปบอร์ดนะครับ http://forums.212cafe.com/khimlover/

ทำไมต้องมีเทคนิคการกรอ 

โดยธรรมชาติของเสียงมีลักษณะเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดาตามเหตุปัจจัย ถ้าเราเคาะขิม 1 ครั้งแล้วใช้สติตั้งใจฟังจะได้ยิน เสียงแบ่งเป็น 3 ช่วงๆ

1.คือหัวเสียงจะดังขึ้นมา

2. เสียงจะลากยาวนิดนึง

3. เสียงจะค่อยๆ เบาลงจนหายไป   

แต่จิตนาการของคนไม่ต้องการให้เสียงมันยาวแค่นั้น อยากให้เสียงลากยาวตามที่ใจต้องการ จึงได้คิดเทคนิคการบรรเลง "กรอ" ซึ่งก็คือเคาะถี่หลายครั้ง เร็วจนสามารถหลอกหูว่าเสียงลากยาวออกมาและสิ้นสุดตามที่ผู้บรรเลงต้องการได้

แต่ปัญหาที่ผู้บรรเลงทั่วไปเป็นกันก็คือ กรอ ขิมไม่ได้ดังใจนี่แหละ มือเกร็งไปหมด บางคนเกร็งไปถึงหัวส่ายไปส่ายมาตามจังหวะการกรอ หรือรัวก็มี  คุมความเร็วการกรอไม่ได้ กรอได้ความเร็วเดียว หรือคุมน้ำหนักมือให้ดังหรือเบาดั่งใจคิดไม่ได้ และปัญหาอีกร้อยแปด เหตุผลเพราะเวลาเรากรอ หรือรัวไม่ขิมมันเคลื่อนไหวเร็วมากจนสติของผู้บรรเลงตามไม่ทัน แต่อย่าพึงตกใจครับว่าชีวิตนี้เราจะเล่นไม่ได้ จริงๆ มันมีวิธีฝึกเป็นขั้นเป็นตอนอยู่ ทุกคนก็ทำได้ถ้าตั้งใจ

ประเภทของการกรอ

จริงๆแล้วการกรอไม่ใช่เทคนิคพิเศษอะไร เป็นเพียงแค่การตีสลับกันเร็วๆนั่นเอง แต่ด้วยความที่ตีสลับกันเร็วมากถ้าเทคนิคการตีไม่แข็งทำให้หลายคนกรอได้ไม่ทัน เลยกลายเป็นปัญหาดังที่กลาวมาข้างต้น สำหรับเทคนิคการกรอผมจะจึงเป็นการขยายความเทคนิคการตีให้ละเอียดมากขึ้น (ไปทบทวนการตีขิมได้ที่กระทู้เริ่มตีขิมอย่างโคตรเซียน)  การตีขิมจะมีอยู่ 5 จังหวะคือ เลื่อน เงื้อ เคาะ ยก และหยุด

แต่การกรอคือการตีสลับกันเร็วๆ เป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามามัวคิดเป็น 5 ขั้นตอนจะไม่ทันการเพราะสติตามไม่ทัน ผมขอยุมเหลือ 3 จังหวะคือ

1) จังหวะที่เคาะลง(เลื่อน เงื้อ เคาะ )

2) จังหวะที่ไม้ขิมสัมผัสสาย(รายละเอียดอยู่ที่กระทู้เริ่มตีขิมอย่างโคตรเซียนในข้อ 4.1 และ 4.2)

3) จังหวะยกไม้ขึ้น(ยก และหยุด)

จังหวะที่สำคัญที่สุดที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะกรอดีหรือไม่คื่อจังหวะที่ 2 เพราะเป็นจุดเปลี่ยนของเคาะและยก เคล็ดลับสำคัญที่ไม่ค่อยมีใครเปิดเผยกันก็คือ ต้องยกไม้ให้ทันกับแรงสะท้อนจากจังหวะการเคาะ(เวลาที่ไม้ขิมสำผัสสายจะมีแรงสะท้อนยกไม้ขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งมีขนาดและทิศทางตรงข้ามกับแรงตกกระทบที่เราพึ่งเคาะไป,อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือฟิสิกเรื่องกฏของนิวตั้น)

สำหรับจังหวะเคาะและยกไม้ อาจารย์หลายสำนักจะให้ใช่ส่วนต่างๆ ของร่างการสามารถแบ่งได้ดังนี้

1.กรอโดยใช้แขน

2.กรอโดยใช้ข้อมือ

3.กรอโดยใช้นิ้ว

4. นิ้วกับข้อมือผสมกัน

อ.โดยส่วนใหญ่จะแนะนำให้ใช้อยู่ 2 ส่วนคือข้อมือ และ นิ้ว ตอนนี้ก็ยังเถียงกันไม่จบว่าใจใช้ส่วนใหนของร่างกายดี ผมว่าไม่มีใครผิดและถูก การใช้ส่วนใดขอกร่างกายจะให้เสียงคนละแบบทางที่ดีก็ควรฝึกให้ได้ทุกแบบจะได้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละเพลงได้ อยางเช่นเล่นเพลงเร็วๆ ถ้าใช้ข้อตีโดยที่ยังฝึกมาไม่ดีก็จะกรอไม่ทัน ใช้นิ้วจะง่ายกว่า สำหรับผมเวลาปกติจะชอบใช้แบบที่4 ครับเพราะรวมเอาข้อดีของทุกข้อมารวมกัน

 ตอนต่อไปจะพูดถึงรายละเอียดของการใช้ส่วนของร่างการแต่ละวิธีครับ

ฉลองขิมตัวใหม่ครับ เล่นโชว์ซะเลย เพลงนี้ชื่อเพลงเขมรโพธิสัตว์ สองชั้น เป็นเพลงบรรเลงหวานๆ ฟังเพลินๆ ครับ


ประวัติและที่มาของทำนอง

เพลงเขมรโพธิสัตว์ อัตรา ๒ ชั้นของเก่า หน้าทับปรบไก่ มี ๓ ท่อน ท่อนที่ ๑ และท่อนที่ ๒ มีท่อนละ ๔ จังหวะ ท่อนที่ ๓ มี ๙ จังหวะ กล่าวกันว่า นักดนตรีไทยท่านหนึ่งไม่ทรายนาม แต่งไว้เพื่อนึกถึงชาวเขมรที่อพยพจากเมืองโพธิสัตว์ในประเทศกัมพูชา (ในประเทศกัมพูชาเรียกเมืองนี้ว่า โพสัด) เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ที่จังหวัดราชบุรี จึงตั้งชื่อเพลงนี้ว่า เขมรโพธิสัตว์ ยังมีเพลงไทยสำเนียงเขมรอีกหลายเพลงที่ตั้งชื่อตามแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวเขมรเหล่านั้น เช่น เขมรราชบุรี เขมรปากท่อ เขมรเขาเขียว
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครูช้อย สุนทรวาทิน ได้นำเพลงเขมรโพธิสัตว์ ๒ ชั้น มาแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา ๓ ชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียว ครบเป็นเพลงเถา ใช้บทร้องจากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

บทร้องเพลงเขมรโพธิสัตว์ เถา

๓ ชั้น

โอ้พ่อพลายสายสวาทของพิมเอ๋ย พ่อไม่เคยห่างเหเสน่หา
มานอนหออยู่ด้วยน้องสองเวลา พ่อเคยพาพิมพูดพิไรวอน
นั่นนี่ซี้ซิกสัพยอก เย้าหยอกมิใคร่ให้ไปไกลหมอน
แขนซ้ายเคยให้เมียหนุนนอน ยามร้อนพ่อก็พัดกระพือลม

๒ ชั้น

พูดพลอดกอดจูบมิใคร่นอน ช้อนคางเมียเชยและเสยผม
จนรุ่งรางสางสายไม่วายชม แสนภิรมย์รักน้องไม่นอนไกล
ไม่พลิกกายบ่ายหน้าออกไปจาก จะออกปากว่าเหนื่อยนิดหามีไม่
แนบนางข้างเดียวด้วยเจือใจ พ่อไปใครจะกอดให้พิมนอน

ชั้นเดียว

 จะกินข้าวนั่งเคล้าอยู่คอยท่า ให้พิมมานั่งกินด้วยกันก่อน
ครั้นเมียไม่กินพร้อมพ่อยอมวอน ปั้นป้อนปลอบปลื้มประโลมใจ
เห็นเขาเป็นผัวเมียกันมาหนัก จะรักเหมือนพ่อรักพิมหามีไม่
พ่อต้องมาเด็ดรักหักไป ทำไมจะได้ของรักไปเชยชม

เริ่มต้นตีขิมเพลงแรก

posted on 22 Jul 2009 20:35 by khimlover  in KhimLearnning

วันนี้จะมีเริ่มเรียนขิมเพลงแรกกันครับ ถ้าดูจากวิดิโอคือไล่เสียงโน๊ตแต่ละตัวนั่นเองแต่ที่ยากคือเล่นยังไงให้ลงจังหวะนี่แหละ  

ก่อนอื่นต้องรู้จักอ่านโน๊ตขิมให้เป็นก่อนครับ

1. แต่ละบรรทัดจะมี 8 ห้อง แต่ละห้องจะมี 4 จังหวะถ้าดูในรูปจะเขียนเลข 1-4 กำกับไว้

2. แต่ละบรรทัดจะมีบรรทัดย่อยอีก 3 บรรทัด แถวบนแสดงโน๊ตในหย่องทางซ้าย แถวกลางแสดงโน๊ตในหย่องกลาง และแถวล่างสุดแสดงโน๊ตในหย่องขวาตามลำดับ

3. โน๊ตไทยมี 7 ตัวคือ

 โด่ เขียนแทนด้วย "ด"

เร เขียนแทนด้วย "ร"

มี เขียนแทนด้วย "ม"

ฟา เขียนแทนด้วย "ฟ"

ซอล เขียนแทนด้วย "ซ"

ลา เขียนแทนด้วย "ล"

ที เขียนแทนด้วย "ท"

รู้แค่นี้ก่อนเดี๋ยวพอเริ่มปฎิบัติแบบฝึกแรกจะเข้าใจมากขึ้นนะจ๊ะ

 

สิ่งที่ต้องเตรียม เครื่องเคาะจังหวะหรือเรียกว่าเมโทรนอม ถ้าดูในวิดิโอจะได้ยินเสียงเคาะป็อกๆ เริ่มต้นเพื่อความประหยัดให้ใช้เป็นโปรแกรมคอมพิ้วเตอร์ดีกว่าไม่ต้องเสียงตังค์ซื้อไปโหลดได้ที่ http://www.gch-guitaracademy.com/freeware/metronome.zip 

พอโหลดและ install เสร็จวิธีใช้ก็ง่ายๆ ครับ เอาเมาส์ไปคลิกเลือกตัวเลขจังหวะที่อยากให้มันเคาะ แล้วมันก็จะเคาะจังหวะสม่ำเสมอให้เราอย่างไม่รู้จัดเหน็ดเหนื่อย ลองกดไปที 70 (70 ครั้งต่อนาที) ก่อนแล้วกันให้มันเคาะไปเรื่อยๆ หน้าที่ของเราคือต้องเล่นให้ลงจังหวะครับ

แบบฝึก 1 ไล่จับ สอง สี

วัตถุประสงค์ เพื่อให้ร้องโน๊ตให้ลงจังหวะ

ง่ายๆ ครับเราก็กดเมโทรนอมเอาบีทซัก70 แค่ร้องออกเสียง หนึ่ง สอง สาม สี วนไปเรื่อยๆ แต่ให้เลขสองกับสีลงเสียงป็อกให้พอดีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเวลาออกเสียงก็จะเป็น หนึ่ง ป็อก สาม ป็อก หนึ่ง ป็อก สาม ป็อก

พอฝึกร้องได้แล้วก็ลองเคาะโน๊ตตัวไหนก็ได้เลื่อกมาซักอันแล้วเคาะให้ลงเสียง ป็อกๆ พอดีก็จะเป็น หนึ่ง เคาะ สาม เคาะ หนึ่ง เคาะ สาม เคาะ

แบบฝึก 2 ไล่เสียงโน๊ต

 วัตถุประสงค์ ให้รู้จักว่าโน๊ตแต่ะละตัวอยู่ตรงไหน และเลื่อนมือไปตีสลับกันได้อย่างคล่องแคล่ว พร้อมทั้งเล่นโน๊ตแต่ละตัวให้ลงจังหวะเมโทรนอม

วิธีฝึกปฎิบัติ 

1. มื่อซ้ายและขวาจะตีสลับกันตลอด

2.ถ้าดูจากโน๊ตจะเขียนไว้ที่จังหวะ สอง และ สี่ ทุกตัว ก็หมายความว่าเวลาเล่นก็เคาะเสียงโน๊ตให้ลงพร้อมกับเสียงเมโทรนอมทุกตัวเท่านั้นเอง 

3. เวลามองขิมอย่ามองที่สายเพราะจะทำให้ตาลายให้ดูที่หย่องเป็นหลัก แล้วเอาไม้ขิมไปเคาะใกล้ๆ

4. ตีไปก็ท่องโน๊ตไปด้วยจะได้จำได้

เริ่มจากแถวขวา

1. เอามือซ้ายไปเคาะเสียง"โด่" (หย่องที่ 3 นับจากล่างสุด)

2. เลื่อนมื่อขวาไปเคาะเสียง "เร" (หย่องที่ 4 นับจากล่างสุด)

3. เลื่อนมื่อซ้ายไปเคาะเสียง "มี" (หย่องที่ 5 นับจากล่างสุด)

แถวกลาง

1. เลื่อนมือขวาไปเคาะเสียง "ซอล" (หย่องที่ 3 นับจากล่างสุด)

2. เลื่อนมือซ้ายไปเคาะเสียง "ลา" (หย่องที่ 4 นับจากล่างสุด)

แถวซ้าย

1. เลื่อนมือขวาไปเคาะเสียง "โด่" (หย่องที่ 2 นับจากล่างสุด)

2. เลื่อนมือซ้ายไปเคาะเสียง "เร" (หย่องที่ 3 นับจากล่างสุด)

3. เลื่อนมือขวาไปเคาะเสียง "มี" (หย่องที่ 4 นับจากล่างสุด)

4. เลื่อนมือซ้ายไปเคาะเสียง "ซอล" (หย่องที่ 6 นับจากล่างสุด)

5. เลื่อนมือขวาไปเคาะเสียง "ล้า" (หย่องที่ 7 นับจากล่างสุด)

พอไล่ขึ้นถึงโน๊ตตัวล้า ก็ ไล่เสียงลง ดูตามวิดิโอได้ครับ

คราวหน้ามีเล่นเพลงแขกบรเทศ ขั้นเดียวกันครับ

 

 

ถ้าสังเกตุดีๆ ในเมืองไทยกล่มคนที่ฟังดนตรีบรรเลงจะมีน้อยมาก ส่วนมากจะเปิดเพื่อสร้างบรรยากาศซะเป็นส่วนมาก แต่หาคนที่ฟังเป็นน้อย เหตุผลง่ายๆก็คือเคยไม่มีคนสอน ดูให้ลึกๆไปอีกในประวัติศาสต์จะไม่สงสัยเลยเพราะม้นก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าแล้ว สมัยก่อนความบันเทิงจะมาจากการร้องเป็นส่วนใหญ่ ทั้งเพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงบอก หมอลำ ลิเก ต่อกลอนกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนดนตรีบรรเลงจะเล่นในงานพิธีกรรมซะเป็นส่วนมาก พอมายุคปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิมคือนักร้อยก็ยังดังกว่านักดนตรีก็เป็นเช่นนั้นแล

จริงๆ การฟังดนตรีไม่ยากครับ ทำนองดนตรีก็เหมือนการพูดและครับคือแบ่งเป็นประโยคฯ เพลงท่อนหนึ่งก็คือเอาประโยคหลายๆ ประโยคมาต่อกัน แต่ละประโยคก็จะมีความหมายที่ผู้แต่ต้องการสื่อต่างกัน วิธีสังเกตุประโยคเพลงก็ไม่ยากใช้ความรู้สึกจับเอาถ้าหยุดระหว่างประโยคก็จะรู้สึกขาดๆ แต่ถ้าดนตรีไทยมีวิธีสังเกตุง่ายๆ ส่วนใหญ่ทำนองเพลงจะยาวเท่าหน้าทับกลองพอดี ถ้าเป็นเพลง 3 ชั้นประโยคหนึ่งจะยาว 1 บรรทัด 8 ห้อง เช่น 2 ชั้นประโยคเพลงก็จะลดเหลือ 4 ห้อง ถ้าชั้นเดียว  1 ประโยคก็ยาว 2 ห้อง

แต่ละประโยคเพลงจะแบ่งเป็น 2 วรรคคือวรรคส่ง และวรรค รับ ถ้ามีแต่วรรคส่งอย่างเดียวก็จะฟังดูห้วนๆ เหมือนขาดๆ อะไรตัวอย่างประโยคเพลงเช่น

วรรคส่ง
ซลซม ซมรด มรดร มรซม
วรรครับ
รมซล ดํลซม ซลซม ซมรด
รวมกันเป็นประโยค
ซลซม ซมรด มรดร มรซม รมซล ดํลซม ซลซม ซมรด

จริงๆแค่แยกประโยคเพลงให้ออกก็ฟังเพลงเพราะขึ้นเยอะแล้วแต่ยังไม่พอครับเพื่อความงามแต่ละประโยคก็เหมือนแต่กลอนคือทำนองในวรรคต้องมีสัมผัส ถ้าสัมผัสกันในวรรคเองก็เรียกสัมผัสใน ถ้าระหว่างวรรคมีสัมผัสกันก็เรียกสัมผัสนอก ตัวอย่างประโยคเพลงเดิมเอามาเรียบเรียงใหม่เพิ่มสัมผัสเข้าไป

ซลซม ซมรด รซมร มลซม ลดํซล มซรม ดรมร ซมรด

สำหรับคนเล่นดนตรีการรู้จักประโยคเพลงยังทำให้เล่นดนตรีได้เพราะอีกเยอะ ระหว่างการเล่นถ้ารู้จักแบ่งวรรคตอนระหว่างประโยคเพลง อาจหยุดซักนิดระหว่างประโยค ก็จะทำให้ดูดีขึ้น ประโยชน์อีกอย่างโดยเฉพาะกับพวกนักดนตรีที่เล่นไหลๆ ไปกับวงเล่นได้จบเพลงแต่ให้เล่นคนเดียวเล่นไม่ได้ บางทีชื่อเพลงยังไม่รู้เลย ก็เพราะเข้าใจประโยคเพลงนี่แหละครับ ขึ้นหัววรรคส่งมาก็ไหลได้ทั้งประโยคแล้ว

จีนขิมใหญ่

posted on 25 May 2009 21:25 by khimlover  in Musiclistenning

คลิปนี้ถ่ายตอนซ้อมเอาไว้ดูว่ามีข้อผิดพลาดอะไรต้องแก้ไขบ้าง เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะถามชื่อ อ. เจ้าของทางแล้วจะมาอัพเดทให้ครับเพราะต่อกันมาหลายทอดเหลือเกิน แล้วจะเขียนโน๊ตมาโพสไว้ด้วยครับรอกันหน่อย

เวลาเล่นผมจะไม่ชอบการสะบัดขิมและกรอเร็วๆ กับเล่นไหวมาก โดยเฉพาะกับการเล่นเครื่องสายซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องดนตรีที่มีความความกังวาลยาว เสียงโน๊ตมันจะตีกันหมดแล้วจะฟังไม่รู้เรื่องว่าเราตีอะไร

ต่อจากตอนที่แล้วเมื่อเริ่มจับไม้ได้อย่างถูกต้อง และสามารถจำเคล็ดวิชาการตีขิม 5 ขั้น(เลื่อน เงื้อ เคาะ ยก และ หยุด)ได้อย่างแม่นยำแล้ว แบบฝึกหัดแรกคือการใช้ไม้ขิมเคาะตัวโน๊ตทั้งหมด บนขิม 7 หย่อง ซึ่งเป็นขนาดที่ผู้เริ่มต้นโดยทั่วไปใช้กัน แต่ถ้าใครมีมากกว่านั้นก็อย่าตกใจครับใช้ได้เหมือนกัน แค่เพิ่มตัวโน๊ตทางสูงขึ้นไปเท่านั้น

ขิม 7 หย่องโดยทั่วไปจะสามารถสร้างเสียงได้ 2 octave ตั้งแต่เสียงต่ำสุดคือ ลาต่ำ มาลากลาง และจบที่เสียงลาสูง รวม 15 ตัวโน๊ต ตามรูปเลยครับ

 

ขั้นแรกก็เริ่มตีจากแถวซ้ายก่อนโดยเริ่มตีจากข้างบนลงมาข้างล่าง ใช้ไม้ขิมในมือซ้ายตีที่ตำแหน่งเลข "ลํ" จากนั้นใช้ไม้ขิมในมือขวาตีที่ตำแหน่ง "ซํ "แล้วตีสลับมือกันดังนี้เรื่อยลงมา จนถึงตำแหน่ง ท ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายในแถว ถ้าตีสลับมืออย่างถูกต้องไม้ขิมในมือซ้ายจะจบลงที่ ตำแหน่ง "ท" พอดี จากนั้นจึงตีย้อนกลับขึ้นไปใหม่จนไม้ขิมในมือซ้ายไปจบลงที "ลํ" อีกครั้ง ถือเป็น 1 รอบ สรุปง่ายๆ ก็คือตีไล่ขิ้นไล่ลงนั้นเอง ให้ฝึกตีไล่เสียงขึ้นลงดังนี้หลายๆรอบ พอคล่องก็ไปหย่องกลาง และหย่องซ้ายจนครบ

ทุกครั้งเวลาตีจะต้องมีสติพึ่งระวังเพื่อให้เสียงดีที่สุดดังนี้

1. อย่างลืม คล็ดวิชาการตีขิม 5 ขั้น(เลื่อน เงื้อ เคาะ ยก และ หยุด) ส่วนใหญ่จะชอบลืมจังหวะยก กดไม้แช่ไว้อย่างงั้น

2. เวลาตีพยายามให้มือขนานกันแบบภาพที่ 1 ไม่เอียงกระเท่เร่แบบภาพที่ 2  ทั้งนี้เก็พื่อความสวยงาม และการตีเทคนิคต่างที่ไม่ติดขัด

00000066.gif 

รูปมือขนานกัน

ที่มา อ.ชนก สาคริต http://www.thaikids.com/kimhlp/00000060.htm

3. เวลาตีให้ตำแหน่งของปลายไม้ขิมเป็นแนวรูปตัว วี ลงบนจุด c ตามช่องที่ 3 ในรูปเพื่อให้เสียงของมือซ้ายและมือขวาเป็นเสียงเดียวกัน แต่ถ้าตีคนละจุดแบบช่องที่ 2 ในรูป เสียงจากมือขวาจะฟังแข็งกระด้างกว่ามือซ้ายเพราะว่าปลาย ไม้ขิมในมือขวาตีลงใกล้กับสันหย่องจึงมีความสั่นสะเทือนน้อยกว่า ส่วนเสียงจากมือซ้ายจะเบา กว่าและก้องมากกว่าเพราะตีห่างจากหย่องมากสายขิมจึงสั่นสะเทือนนานกว่า

ความแตกต่างนี้จะเห็นชัดเจนมากเมื่อกรอขิม แต่ถ้าลูกตีธรรมดาจะไม่ค่อยเห็นเท่าไรเพราะตีกันคนละเสียง ฉนั้นเราก็ต้องแก็เสียงตั้งแต่เริ่มเล่นไปนานๆ แล้วแก้ยากครับ

00000067.gif 

รูปตำแหน่งปลายไม้

ที่มา อ.ชนก สาคริต, http://www.thaikids.com/kimhlp/00000061.htm

4. นำหนักต้องเท่ากันทั้ง 2 มือ

5. จังหวะต้องสมำเสมอ